ใช้เบบี้ออยทาผิวเพียงแค่1ขวดก็สามารถทำให้ผิวสวยขึ้นได้

babyoil

ส่วนประกอบของเบบี้ออยล์

เนื่องจากส่วนผสมในเบบี้ออยล์นั้นส่วนใหญ่ทำมาจากธรรมชาติที่ไร้ซึ่งสารปรุงแต่งสีและกลิ่น จึงทำให้มีความอ่อนโยนต่อผิวขนาดที่สามารถใช้กับเด็กทารกเพิ่งเกิดได้ ดังนั้นแม้แต่กับผู้มีผิวบอบบางแพ้ง่ายก็สามารถใช้ทาได้อย่างไร้กังวล แต่ความพิเศษของเบบี้ออยล์ไม่ได้มีแต่เพียงเท่านั้น!
ลักษณะเด่นของเบบี้ออย อันดับแรกเลยคือ “มีความสามารถในการรักษาความชุ่มชื้นสูง” หากเทียบกับออยล์ประเภทอื่นๆอย่างเช่นโจโจบาออยล์หรือโอลีฟออยล์ เบบี้ออยล์ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่สามารถรักษาความชุ่มชื้นได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ นอกจากนี้ในเบบี้ออยยัง “อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ” ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษอีกอย่างเช่นกัน โดยภายในเบบี้ออยล์มากกว่า80เปอร์เซ็นทำมาจากมิเนอรัลออยล์ จึงไม่เพียงแต่เกิดปฎิกิริยาออกซิเดชันหรือมีการเสื่อมของคุณภาพได้ยากแต่ยังส่งผลกระทบต่อผิวน้อยเนื่องจากไม่มีสารเจือปนอีกด้วย

ในความเป็นจริงแล้วเบบี้ออยล์ซึ่งอุดุมไปด้วยส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิวนั้นสามารถใช้ทาได้ทั้งตัว ครั้งนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีการใช้เบบี้ออยล์ทาตัวกัน

1. ใช้เป็นออยล์สำหรับทากันผิวแห้งกร้าน
อย่างแรกเลยคือสามารถใช้เหมือนกับออยล์ทาผิวทั่วไปได้ ถึงแม้ว่าเบบี้ออยล์จะมีประสิทธิ์ภาพในการให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวสูงแต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหนอะหนะแต่อย่างใด เพียงแค่ทาทันทีหลังอาบน้ำก็สามารถช่วยป้องกันผิวแห้งกร้านได้
2. ใช้เป็นคลีนซิ่งออยล์
การใช้เบบี้ออยล์แทนคลีนซิ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีการใช้ที่เราค่อนข้างอยากแนะนำ เพราะเบบี้ออยล์จะคอยช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวในระหว่างทำความสะอาดเมคอัพต่างๆบนใบหน้า โดยคลีนซิ่งทั่วไปมักจะมีคุณสมบัติในการเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางค์สูง จึงทำให้ชะล้างแม้แต่ไขมันจำเป็นบนใบหน้าออกไปด้วย แต่หากใช้เบบี้ออยล์ล้างผิวจะยังคงความยืดหยุ่นเอาไว้ได้ ทั้งยังช่วยทำความสะอาดเครื่องสำอางค์บนใบหน้าออกไปได้อย่างหมดจด หากเทียบกับคลีนซิ่งทั่วๆไป เบบี้ออยล์ถือว่ามีความอ่อนโยนต่อผิวมาก ดังนั้นหลังจากอาบนั้นเสร็จแล้วเราก็มาล้างเมคอัพด้วยเบบี้ออยล์กันเถอะ
3. แก้ไขปัญหาผมแห้งฟู นวดกระตุ้นบริเวรณหนังศรีษะ
ผสมเบบี้ออยล์ลงไปในทรีตเม้นต์ผมที่ใช้เป็นประจำ 1-2 หยด เพียงเท่านี้ก็กลายเป็นทรีตเม้นต์นวดผมอย่างดีได้แล้ว! และก่อนสระผมให้หยดเบบี้ออยล์ลงบนหลังฝ่ามือแล้วนำไปนวดบริเวณหนังศรีษะก็จะเป็นการกระตุ้นหนังศรีษะได้อย่างดี นอกจากนี้การทาเบบี้ออยล์ก่อนใช้ไดฟ์เป่าผมก็จะช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อนของไดฟ์เป่าผมได้ หรือหากทาบริเวณเส้นผมไม่ว่าจะเป็นผมเปียกหรือผมแห้งทิ้งไว้ก่อนนอนก็จะทำให้ผมนุ่มสลวยไม่พันกัน แล้วยังใช้ทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เส้นผมหลังออกจากบ้านได้อีกด้วย
แต่เนื่องจากเบบี้ออยล์มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นสูง ดังนั้นจึงควรระวังไม่ใช้ทาเส้นผมในปริมาณที่มากเกินไปด้วย เช่น หากวันไหนใช้เบบี้ออยล์ผสมลงในทรีตเม้นต์ผม ก็ให้เลื่อนการใช้เบบี้ออยล์ทาก่อนใช้ไดฟ์เป่าผมออกไป เป็นต้น ควรปรับปริมาณการใช้ให้เหมาะสมในแต่ละวัน นอกจากนี้การใช้ในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้หนังศรีษะเหนียวเหนอะหนะหรือเกิดการอุดตันได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการทาบริเวณหนังศรีษะโดยตรง
4. รักษาสิวหัวดำ
สามารถใช้ทาบริเวณที่มีสิวหัวดำอย่างเช่นบริเวณจมูกได้ โดยหลังจากที่ทำให้จมูกอุ่นขึ้นด้วยการอังผ้าเช็ดตัวอุ่นๆไว้ ให้หยดเบบี้ออยล์ลงบนฝ่ามือก่อนจะใช้นิ้วค่อยๆนวดจมูกบริเวณที่เป็นสิวอย่างอ่อนโยน แล้วหลังจากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นสิวก็จะหลุดตามออกมา
5. ใช้ผสมลงในโฟมล้างหน้าหรือสบู่เพื่อให้ล้างทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
พอใช้ผสมเข้ากับโฟมล้างหน้าหรือสบู่ที่ใช้เป็นประจำจะทำให้โฟมอ่อนละมุนขึ้น ช่วยให้สามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างอ่อนโยน แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ใช้สบู่ที่ใช้อยู่ประจำแล้วรู้สึกว่าผิวตึง ความอ่อนละมุนที่รู้สึกได้ในตอนล้างออกนั้นจะทำให้คุณตกตะลึงอย่างแน่นอน
6. ใช้ทำความสะอาดใบหูและสะดือ
เราสามารถใช้สำลีก้านที่ชุบเบบี้ออยล์ทำความสะอาดใบหูและสะดือได้อย่างง่ายดาย ใบหูและสะดือเป็นบริเวณที่เป็นแผลได้ง่ายหากไม่ทำความสะอาดอย่างระมัดระวัง ซึ่งการใช้ก้านสำลีชุบเบบี้ออยล์ทำความสะอาดนั้นจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกอย่างอ่อนโยน
7. บำรุงส้นเท้า
หลังจากอาบน้ำ เราสามารถใช้เบบี้ออยล์ชโลมส้นเท้าที่แตกแห้ง หาอะไรมาพันรอบไว้แล้วสวมถุงเท้าก่อนเข้านอน วันรุ่งขึ้นจะสามารถรู้สึกถึงความชุ่มชื่นได้อย่างชัดเจน หากทำเป็นประจำจะช่วยให้ส้นเท้าอ่อนนุ่มน่าสัมผัส
8. ใส่ลงในอ่างอาบน้ำเพื่อใช้เป็น bath oil
หยดเบบี้ออยล์ลงในอ่างอาบน้ำจำนวนหนึ่ง จะทำให้เกิด oil film ช่วยป้องกันการระเหยของความชุ่มชื้นผิวหนัง หากใช้ควบคู่กับผงอาบน้ำที่ใช้ประจำก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
9. ถนอมผิวหน้าก่อนการโกน
หากทาเบบี้ออยล์ลงบนผิวบางๆก่อนโกนขนจะช่วยปกป้องผิวหนังเราได้ วิธีนี้จะเป็นการลดความกระทบกระเทือนที่อาจเกิดขึ้นบนผิวหนัง
10. ผสมกับเครื่องสำอางประเภทฝุ่นผงเพื่อทำให้เป็นแบบครีม
เราสามารถแปลงร่างเครื่องสำอางประเภทฝุ่นผงให้กลายเป็นเนื้อครีมเปล่งประกายชุ่มชื้นได้ด้วยการผสมกับเบบี้ออยล์ หรือจะใช้เบบี้ออยล์ทาแทนลิปครีมเบาๆก่อนลงสีปากก็จะทำให้ริมฝีปากดูชุ่มชื่น เป็นการเพิ่มสีสันให้กับเครื่องสำอางที่ใช้อยู่เป็นประจำ
11. ใช้เป็นผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม
เบบี้ออยล์สามารถใช้แทนแฮร์แว็กซ์สูตรเปียกได้ ลองใช้เบบี้ออยล์ในปริมาณที่มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ประจำสักหน่อย จะช่วยให้ผมดูเปล่งประกายชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ควรระวังอย่าใส่มากเกินไป แนะนำให้ใช้ตรงบริเวณที่ต้องการเช็ตผมหน้าหรือปลายผม

ยังมีวิธีประยุกต์ใช้อื่นๆอีกมากมาย ตามแต่ไอเดียของคุณ

โดยทั่วไปแล้วเบบี้ออยล์ขวดใหญ่จะขายกันในราคาไม่ถึง 1,000 เยน เรียกได้ว่าเป็นไอเทมสุดคุ้มค่า ยิ่งเป็นบ้านที่มีเด็กเล็กอยู่ด้วยก็ยิ่งแฮปปี้เพราะสามารถใช้ได้ทั้งครอบครัว ในกรณีที่ต้องการใช้ร่วมกับเด็กหรือคนที่มีผิวบอบบาง ขอแนะนำให้เลือกสูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย เบบี้ออยล์มีหลากหลายสูตรไม่ว่าจะเป็นสูตรสดชื่น สูตรอ่อนโยน สูตรมีน้ำหอม สูตรไม่มีน้ำหอม สามารถเลือกได้ตามใจชอบ เบบี้ออยล์เป็นผลิตภัณฑ์ราคาเบาๆที่สามารถใช้ได้กับทั่วร่างกาย ดังนั้นขอแนะนำให้ลองสัมผัสด้วยตัวคุณเอง

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อใส่น้ำส้มสายชูลงไปเวลาซักผ้า

vinegar

พลังการซักล้างของน้ำส้มสายชู!

เคยรู้สึกซักผ้าแล้วไม่พอใจ หรือไม่ชอบกลิ่นหลังซักไหมคะ ขนาดใส่ผงซักฟอกลงไปพอสมควรแล้ว แต่ผ้าก็ยังไม่ขาว แถมบางทียังรู้สึกว่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์หลงเหลืออยู่อีก ต่อจากนี้หลังซักผ้าลองใส่น้ำส้มสายชูดู จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเลยล่ะค่ะ

ผลลัพธ์จากการใช้น้ำส้มสายชู

ป้องกันการตกค้างของคราบสบู่
– เสื้อผ้านุ่มขึ้น
– ป้องกันการเกิดคราบเหลือง
– ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
– ขจัดกลิ่นเหม็นคาว
–ป้องกันการตก
– อีกทั้งยังสามารถล้างอ่างซักผ้าได้อีกด้วย

เนื่องจากกรดซิตริกในน้ำส้มสายชูนั้นประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ซึ่งโดยทั่วไปกรดซิตริกสามารถพบได้ในเลมอน ผลไม้จำพวกส้ม และพลัม เป็นต้น เป็นส่วนประกอบที่มีรสเปรี้ยว กรดซิตริกที่พบในน้ำส้มสายชูนั้นมีฤทธิ์ในการลดสภาพความเป็นด่างได้ ซึ่งด่างที่ว่านี้ส่วนใหญ่จะพบในรูปของคราบตะกอน (น้ำประปาที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมที่จับตัวเป็นก้อน) หรือคราบสบู่ เมื่อเรานำน้ำส้มสายชูใส่ลงไปเวลาซักผ้า จึงทำให้การขจัดคราบด่างสกปรกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

วิธีการใช้น้ำส้มสายชูในการซักผ้า

น้ำส้มสายชูที่ใช้นั้นจะเป็นแบบ grain vinegar โดยทั่วไปแล้วจะใช้ปริมาณน้ำส้มสายชู 50 ซีซีต่อน้ำ 45 ลิตร ในกรณีที่ใช้เครื่องซักผ้า ให้นำน้ำส้มสายชูใส่ลงไปพร้อมกับน้ำยาปรับผ้านุ่มในช่องน้ำยาปรับผ้านุ่ม และซักผ้าตามปรกติ ส่วนในกรณีของเครื่องซักผ้าที่มีสองถัง หลังจากที่ซักผ้าเสร็จแล้วให้ใส่น้ำส้มสายชูลงไปแล้วซักอีกครั้งประมาณ 2 นาที หลังจากนั้นให้ปั่นแห้งตามปกติ และในกรณีของเครื่องซักผ้าฝาหน้าให้ใส่น้ำส้มสายชูลงไปในช่องน้ำยาปรับผ้านุ่ม แต่ปริมาณของน้ำส้มสายชูนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้าที่แตกต่างกันออกไป โดยใช้น้ำส้มสายชูในสัดส่วนเพียงหนึ่งช้อนชา (ประมาณ 5 ซีซี) ต่อน้ำปริมาณ 45 ลิตร ก็สามารถทำให้เห็นผลได้

ไม่ว่าจะเครื่องซักผ้าประเภทไหนก็ตาม หลังจากใส่น้ำส้มสายชูลงไปแล้วก็สามารถซักผ้าได้ตามปรกติ ซึ่งเป็นทั้งเรื่องที่ง่ายและยังเห็นผลดีที่ชัดเจนได้อีกด้วย แต่การใช้น้ำส้มสายชูมีข้อควรพึงระวังคือ การใช้กับเนื้อผ้าประเภทผ้าไหมหรือผ้าเรยอน อาจทำความเสียหายต่อเนื้อผ้าได้

กลิ่นของน้ำส้มสายชู

หลังการซักผ้าจะไม่มีกลิ่นของน้ำส้มสายชูหลงเหลืออยู่ อาจมีบางกรณีที่ได้กลิ่นน้ำส้มสายชูติดมากับเสื้อผ้า แต่เมื่อนำเสื้อผ้าไปตากแดดกลิ่นนั้นก็จะหายไป ยกเว้นว่าหากต้องตากผ้าในที่ร่ม วิธีนี้จะไม่เป็นที่แนะนำเท่าไร โดยเฉพาะในวันที่ฝนตกหรือวันที่อากาศชื้น เพราะอาจเป็นไปได้ที่กลิ่นอาจจะหายไปไม่หมด ดังนั้นหากต้องการใช้น้ำส้มสายชูในการซักผ้า ควรเลือกซักในวันที่มีอากาศแจ่มใส มีแดดออก

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับการทำความสะอาดอ่างซักผ้าด้วยน้ำส้มสายชู

นอกจากการนำน้ำส้มสายชูมาใช้ในการซักผ้าแล้ว วิธีการนำน้ำส้มสายชูมาล้างอ่างซักผ้าก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ไว้เช่นกัน โดยเติมน้ำในเครื่องซักผ้าให้เต็ม และใส่น้ำส้มสายชูลงไปในปริมาณ 1 ใน 10 ของปริมาณน้ำ และเลือกโหมดทำความสะอาดเครื่องซักผ้า ทิ้งไว้ 1 วัน ซักด้วยคอร์สปรกติจนน้ำระบายออกหมดเป็นอันเสร็จ ด้วยวิธีนี้จะสามารถขจัดกลิ่นของอ่างซักผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเรามาลองด้วยน้ำส้มสายชูกันเถอะ

ประสิทธิภาพของน้ำส้มสายชูในการซักผ้านั้นถือว่ามีประสิทธิภาพมาก หรือหากใครไม่ชอบกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็สามารถทำให้เสื้อผ้านุ่มขึ้นได้ด้วยการใช้น้ำส้มสายชูแทนได้เช่นกัน การใช้น้ำส้มสายชูหรือเบกกิ๊งโซดาในการทำความสะอาดนั้นถือว่าเป็น Natural Cleaning เพราะมีส่วนประกอบที่ปลอดภัย สามารถนำเข้าปากได้ จึงเป็นที่แนะนำสำหรับครอบครัวที่มีลูกอ่อนอีกด้วย นอกจากนี้น้ำส้มสายชูยังมีข้อดีคือราคาที่ถูกอีกด้วย

แก้ไขอาการตาพร่า วิธีรับมือกับความเมื่อยล้าของดวงตาอย่างง่าย!

eye

“ความเมื่อยล้าของดวงตา” เป็น 1 ในโรคแห่งยุคปัจจุบัน

การใช้งานสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้ทำให้ดวงตาทำงานหนัก จนเกิดอาการสายตาพร่ามัว ไม่สามารถรวบรวมสมาธิอยู่กับงานได้ อย่างไรก็ตาม หากรู้สาเหตุสักนิดเราก็จะสามารถรับมือกับอาการเหล่านี้ได้ไม่ยาก

สาเหตุของอาการตาพร่า

สาเหตุของอาการตาพร่านั้นสามารถแบ่งออกได้ 4 ประการหลักๆดังนี้

1. การจ้องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนในระยะห่างเท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน

หากเรามองหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนจากระยะหนึ่งอย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อยึดเลนส์จะเกิดอาการเกร็ง กล้ามเนื้อยึดเลนส์นี้เป็นส่วนที่เกาะยึดรอบเลนส์ตาทำหน้าที่บังคับเลนส์ตาให้มีความยาวโฟกัสมากหรือน้อยได้เพื่อให้มองเห็นภาพชัด เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้เกร็งจะทำให้เลนส์ตาไม่สามารถจับโฟกัสได้ เป็นเหตุให้เกิดอาการตาพร่านั่นเอง

2. การใส่คอนแทคเลนส์

การใช้งานคอนแทคเลนส์ที่เกินพอดีจะทำให้ตาเมื่อยล้าและเกิดอาการพร่า และยังเป็นสาเหตุของอาการตาแห้งอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีพอ ความสกปรกบนผิวคอนแทคเลนส์อาจทำให้เกิดแผลบนดวงตาซึ่งเป็นสาเหตุของอาการตาพร่าได้

3. ความทรุดโทรมของร่างกายจากอายุที่มากขึ้น

เมื่อมีอายุมากขึ้น เลนส์ตาก็จะแข็งตึงขึ้นตามไปด้วย และกล้ามเนื้อยึดเลนส์เองก็ทรุดโทรมลงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้แม้จะสามารถโฟกัสไปยังทิวทัศน์ที่อยู่ห่างออกไปได้ แต่กับวัตถุที่อยู่ใกล้แล้วจะมองเห็นได้ยากกว่าเมื่อก่อน โดยทั่วไปจะเรียกอาการนี้ว่า “สายตายาว” ซึ่งมักจะเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป

4. โรคเกี่ยวกับดวงตา

โรคบางโรคทำให้เกิดอาการตาพร่า ยกตัวอย่างเช่น “โรคตาแห้ง โรคต้อกระจก โรคต้อหิน” โรคทางดวงตาเหล่านี้ยังอาจแสดงอาการอื่นๆนอกจากอาการตาพร่า และอาจทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงอีกด้วย หากปล่อยไว้จะทำให้สายตาแย่ลง ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้นมีโอกาสที่จะถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น หากรู้สึกได้ถึงอาการผิดปกติที่ดวงตานั่นหมายความว่าโรคได้มาถึงจุดที่เริ่มแสดงอาการอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นจึงควรหมั่นตรวจสุขภาพตาเป็นประจำก่อนที่ตาจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติ หากยิ่งตรวจพบเร็วและรักษาเร็วก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆได้มากขึ้น

ละสายตาจากจอแอลซีดี และปรับการตั้งค่าของหน้าจอ

หากเป็นไปได้ให้ลองมองจอแอลซีดีของคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนจากระยะห่างที่มากกว่าเดิม และควรปรับความสว่างและความสดของจอภาพให้ลดลง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถลดสิ่งกระตุ้นที่จะเข้าสู่สายตาได้

นอกจากนี้ ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 ชั่วโมงควรพักสายตาประมาณ 10 นาที หรือหากอยู่ในที่ทำงานซึ่งอาจไม่สะดวกที่จะพักสายตาเท่าใดนัก ก็อาจจะปรับเปลี่ยนวิธีโดยการใช้เวลาพักนานขึ้น เช่น เป็นการพักสายตาประมาณ 15 นาทีในทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นต้น

ในกรณีของสมาร์ทโฟนนั้นควรพักสายตาประมาณ 5 นาทีทุกๆการใช้งาน 30 นาที เนื่องจากหน้าจอของสมาร์ทโฟนเล็กกว่าจอคอมพิวเตอร์ เราจึงมักจะมองจอในระยะที่ใกล้กว่าปกติ และด้วยความที่เราสามารถใช้สมาร์ทโฟนที่ไหนก็ได้ ทำให้บางครั้งเราก็เล่นสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน หรือเล่นในห้องมืดตอนก่อนนอน เป็นเหตุให้สายตาทำงานหนักมากขึ้นไปอีก ทางที่ดีควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้งานเป็นระยะเวลานาน การจ้องมองหน้าจอในระยะที่ใกล้เกินไป และควรเล่นโทรศัพท์ในที่สว่าง

กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตด้วยผ้าขนหนูอุ่นๆ

หากตามีความเหนื่อยล้าสะสมจะทำให้การไหลเวียนของโลหิตบริเวณรอบดวงตาแย่ลง และยังทำให้เลนส์ตากับกล้ามเนื้อยึดเลนส์มีอาการเกร็ง เราสามารถใช้ผ้าขนหนูอุ่นช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาได้ วิธีนี้ได้ผลเป็นอย่างดีแม้จะทำเพียงเวลาสั้นๆ

การบริหารดวงตา

ขอแนะนำการบริหารดวงตาในระหว่างช่วงพักจากการทำงาน
อันดับแรกให้บริหารโดยการมองไประยะใกล้และไกลสลับไปมา 10 ครั้ง โดยอาจมองไปยังวิวที่อยู่ไกลออกไปนอกหน้าต่างสัก 2 นาทีและสลับมามองใกล้ๆอย่างฝ่ามือตัวเองสัก 2 นาที จากนั้นก็ลองกลอกตาสลับซ้ายขวาสักข้างละ 3 รอบ การขยับลูกตามากๆจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและลดอาการเหนื่อยล้าได้

ใช้ยาหยอดตาที่ช่วยเกี่ยวกับอาการตาพร่า

สารที่ช่วยฟื้นฟูดวงตามีดังนี้

กลุ่มวิตามินบี

กลุ่มวิตามินบีเป็นสารที่มีผลช่วยในเรื่องของความเมื่อยล้าของดวงตาและอาการตาพร่า โดยเฉพาะวิตามินบี6 ที่มีหน้าที่ช่วยบำรุงประสาทตา ดังนั้นในเวลาที่รู้สึกล้าตาให้ลองใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของวิตามินบี6 นอกจากนี้ วิตามินบี12ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ที่สำคัญต่อจุดโฟกัสสายตาอีกด้วย

วิตามินเอ

วิตามินเอเป็นสารที่ช่วยบำรุงรักษาผิวกระจกตา หากร่างกายขาดวิตามินเอจะทำให้เกิดอาการบวมจนกระจกตาขุ่นมัวลง

Neostigmine Methylsulfate

สารชนิดนี้ช่วยในเรื่องของจุดโฟกัสสายตาเช่นเดียวกับวิตามินเอ หากหยอดยาที่มีส่วนผสมของ Neostigmine Methylsulfate จะช่วยให้รู้สึกสบายตาขึ้นในเวลาที่ต้องจ้องกับวัตถุที่อยู่ใกล้สายตา เช่น คอมพิวเตอร์

ในการเลือกใช้ยาหยอดตาเพื่อรับมือกับอาการตาพร่านั้น ควรระวังว่ายามีส่วนผสมของ “สารหดหลอดเลือด (Vasoconstrictor)” อยู่หรือไม่ สิ่งที่มีส่วนผสมของสารหดหลอดเลือดนั้นจะส่งผลเสียต่อการไหลเวียนของโลหิตและออกซิเจน และอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิมได้ นอกจากนี้หากเป็นไปได้ควรเลือกยาหยอดตาชนิดที่ไม่มีวัตถุกันเสียผสมอยู่ด้วย

หากยังคงมีอาการตาพร่าอยู่

สิ่งที่ดีต่อดวงตาที่สุดคือการใช้ชีวิตโดยพยายามไม่สร้างภาระให้กับดวงตาเท่าที่จะเป็นไปได้ ท่านที่กำลังประสบปัญหาตาพร่าหรือล้าตาควรรีบหาทางจัดการกับปัญหาโดยเร็ว หากปฏิบัติตามวิธีที่ได้แนะนำไปข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น นั่นหมายความว่าคุณอาจเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคต้อกระจกที่ก่อให้เกิดอาการ มองเห็นภาพซ้อนกัน 2 ชั้น หรือมีการมองเห็นพร่ามัว โรคต้อหินที่อาจทำให้สายตาแย่ลงหรือการมองเห็นแคบลง หรืออาจเป็นอาการเลือดออกในด้านในของลูกตาซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ในกรณีเหล่านี้ควรไปพบจักษุแพทย์โดยเร็ว ดวงตาของคุณเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลาโดยไม่หยุดพักยกเว้นตอนนอน ดังนั้นจึงควรให้ตาได้พักผ่อนในระดับที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดอาการตาพร่า

ย่างเข้าอายุ 20 หนังศีรษะของเราก็เริ่มแก่แล้วนะ! รีบดูแลหนังศีรษะก่อนที่จะสายกันเถอะ

หนังหัว

รู้หรือไม่ว่าหนังศีรษะของเราก็แก่ได้เหมือนกันนะคะ หลายๆคนคงไม่ได้สังเกตกันใช่ไหม พอย่างเข้าอายุ 20 หนังศีรษะก็เริ่มแก่ลงแล้ว เป็นสาเหตุให้ผมหงอก ผมขาดความเงางาม และอีกหลายอย่างเลยล่ะค่ะ

สิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อหนังศีรษะแก่ !

1. ผมแห้งเสีย ขาดความเงางาม
2. ผมหงอก
3. ผมเส้นเล็กลง ขาดความยืดหยุ่น
4. ผมขาดหลุดร่วงง่าย
5. หนังศีรษะแห้ง เกิดรังแคได้ง่าย
6. และเนื่องจากหนังศีรษะแห้ง จึงเกิดอาการคันได้ง่าย

แล้วสาเหตุล่ะ?

1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น
2. การใช้แชมพูหรือทรีทเมนท์แบบผิดๆ
3. ความเครียด
4. รูขุมขนบนหนังศีรษะอุดตัน น้ำมันที่ออกมา
5. การนอนไม่พอ กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ
6. ดัดผม ย้อมผมก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุเหมือนกันนะ

สาเหตุเหล่านี้นั่นเองที่เป็นตัวร้ายทำให้หนังศีรษะของเรา แก่! ถึงสาเหตุหลักนั้นจะมาจากการที่อายุเรามากขึ้นก็เถอะ แต่ปัจจัยอื่นๆที่กล่าวมา ก็มีส่วนเร่งให้หนังศีรษะเราแก่ขึ้นเร็วนั่นเองค่า
งั้นมาดูวิธีบำรุงรักษาหนังศีรษะกัน

ก่อนอื่นเปลี่ยนวิธีใช้แชมพูและทรีทเมนต์ให้ถูกต้อง ล้างสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขนออกให้หมด!

หวีผมก่อนสระผม! เพื่อไม่ให้ผมพันกันยุ่งเหยิง แล้วเราจะได้ล้างสิ่งสกปรกในรูขุมขนบนหนังศีรษะออกอย่างหมดจดค่ะ
ล้างผมด้วยน้ำอุ่น ทั้งตอนก่อนใช้แชมพูและตอนล้างแชมพู
บีบแชมพูกะปริมาณให้พอดี ชโลมให้ทั่วหนังศีรษะและนวดเบาๆ
อย่าใช้เล็บในการนวดหนังศีรษะ ให้ใช้นิ้วนวดจนเกิดฟอง และล้างออก
หลังจากล้างผมแล้ว เช็ดผมให้หมาดๆ แล้วลงครีมนวดตาม นวดที่หนังศีรษะแล้วก็อย่าลืมนวดที่ผมด้วย หลังจากนั้นล้างครีมนวดออกให้สะอาด

อาหารที่ควรทานเพื่อป้องกันหนังศีรษะแก่

ก็คือวิตามินนั่นเอง โดยเฉพาะวิตามิน B6 ซึ่งมีมากในปลา ตับ เนื้อไก่ แฮม อโวคาโด นอกจากนั้นในงาและเต้าหู้ยังมีสารช่วยการดูดซึมวิตามิน B6 ซึ่งทำให้ร่างกายรับวิตามินได้มากขึ้นอีกด้วย

ใช้เบบี้ออยทาผิวเพียงแค่1ขวดก็สามารถทำให้ผิวสวยขึ้นได้

babyoil

ส่วนประกอบของเบบี้ออยล์

เนื่องจากส่วนผสมในเบบี้ออยล์นั้นส่วนใหญ่ทำมาจากธรรมชาติที่ไร้ซึ่งสารปรุงแต่งสีและกลิ่น จึงทำให้มีความอ่อนโยนต่อผิวขนาดที่สามารถใช้กับเด็กทารกเพิ่งเกิดได้ ดังนั้นแม้แต่กับผู้มีผิวบอบบางแพ้ง่ายก็สามารถใช้ทาได้อย่างไร้กังวล แต่ความพิเศษของเบบี้ออยล์ไม่ได้มีแต่เพียงเท่านั้น!
ลักษณะเด่นของเบบี้ออย อันดับแรกเลยคือ “มีความสามารถในการรักษาความชุ่มชื้นสูง” หากเทียบกับออยล์ประเภทอื่นๆอย่างเช่นโจโจบาออยล์หรือโอลีฟออยล์ เบบี้ออยล์ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่สามารถรักษาความชุ่มชื้นได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ นอกจากนี้ในเบบี้ออยยัง “อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ” ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษอีกอย่างเช่นกัน โดยภายในเบบี้ออยล์มากกว่า80เปอร์เซ็นทำมาจากมิเนอรัลออยล์ จึงไม่เพียงแต่เกิดปฎิกิริยาออกซิเดชันหรือมีการเสื่อมของคุณภาพได้ยากแต่ยังส่งผลกระทบต่อผิวน้อยเนื่องจากไม่มีสารเจือปนอีกด้วย

ในความเป็นจริงแล้วเบบี้ออยล์ซึ่งอุดุมไปด้วยส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิวนั้นสามารถใช้ทาได้ทั้งตัว ครั้งนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีการใช้เบบี้ออยล์ทาตัวกัน

1. ใช้เป็นออยล์สำหรับทากันผิวแห้งกร้าน
อย่างแรกเลยคือสามารถใช้เหมือนกับออยล์ทาผิวทั่วไปได้ ถึงแม้ว่าเบบี้ออยล์จะมีประสิทธิ์ภาพในการให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวสูงแต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหนอะหนะแต่อย่างใด เพียงแค่ทาทันทีหลังอาบน้ำก็สามารถช่วยป้องกันผิวแห้งกร้านได้
2. ใช้เป็นคลีนซิ่งออยล์
การใช้เบบี้ออยล์แทนคลีนซิ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีการใช้ที่เราค่อนข้างอยากแนะนำ เพราะเบบี้ออยล์จะคอยช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวในระหว่างทำความสะอาดเมคอัพต่างๆบนใบหน้า โดยคลีนซิ่งทั่วไปมักจะมีคุณสมบัติในการเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางค์สูง จึงทำให้ชะล้างแม้แต่ไขมันจำเป็นบนใบหน้าออกไปด้วย แต่หากใช้เบบี้ออยล์ล้างผิวจะยังคงความยืดหยุ่นเอาไว้ได้ ทั้งยังช่วยทำความสะอาดเครื่องสำอางค์บนใบหน้าออกไปได้อย่างหมดจด หากเทียบกับคลีนซิ่งทั่วๆไป เบบี้ออยล์ถือว่ามีความอ่อนโยนต่อผิวมาก ดังนั้นหลังจากอาบนั้นเสร็จแล้วเราก็มาล้างเมคอัพด้วยเบบี้ออยล์กันเถอะ
3. แก้ไขปัญหาผมแห้งฟู นวดกระตุ้นบริเวรณหนังศรีษะ
ผสมเบบี้ออยล์ลงไปในทรีตเม้นต์ผมที่ใช้เป็นประจำ 1-2 หยด เพียงเท่านี้ก็กลายเป็นทรีตเม้นต์นวดผมอย่างดีได้แล้ว! และก่อนสระผมให้หยดเบบี้ออยล์ลงบนหลังฝ่ามือแล้วนำไปนวดบริเวณหนังศรีษะก็จะเป็นการกระตุ้นหนังศรีษะได้อย่างดี นอกจากนี้การทาเบบี้ออยล์ก่อนใช้ไดฟ์เป่าผมก็จะช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อนของไดฟ์เป่าผมได้ หรือหากทาบริเวณเส้นผมไม่ว่าจะเป็นผมเปียกหรือผมแห้งทิ้งไว้ก่อนนอนก็จะทำให้ผมนุ่มสลวยไม่พันกัน แล้วยังใช้ทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เส้นผมหลังออกจากบ้านได้อีกด้วย
แต่เนื่องจากเบบี้ออยล์มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นสูง ดังนั้นจึงควรระวังไม่ใช้ทาเส้นผมในปริมาณที่มากเกินไปด้วย เช่น หากวันไหนใช้เบบี้ออยล์ผสมลงในทรีตเม้นต์ผม ก็ให้เลื่อนการใช้เบบี้ออยล์ทาก่อนใช้ไดฟ์เป่าผมออกไป เป็นต้น ควรปรับปริมาณการใช้ให้เหมาะสมในแต่ละวัน นอกจากนี้การใช้ในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้หนังศรีษะเหนียวเหนอะหนะหรือเกิดการอุดตันได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการทาบริเวณหนังศรีษะโดยตรง
4. รักษาสิวหัวดำ
สามารถใช้ทาบริเวณที่มีสิวหัวดำอย่างเช่นบริเวณจมูกได้ โดยหลังจากที่ทำให้จมูกอุ่นขึ้นด้วยการอังผ้าเช็ดตัวอุ่นๆไว้ ให้หยดเบบี้ออยล์ลงบนฝ่ามือก่อนจะใช้นิ้วค่อยๆนวดจมูกบริเวณที่เป็นสิวอย่างอ่อนโยน แล้วหลังจากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่นสิวก็จะหลุดตามออกมา
5. ใช้ผสมลงในโฟมล้างหน้าหรือสบู่เพื่อให้ล้างทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
พอใช้ผสมเข้ากับโฟมล้างหน้าหรือสบู่ที่ใช้เป็นประจำจะทำให้โฟมอ่อนละมุนขึ้น ช่วยให้สามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างอ่อนโยน แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ใช้สบู่ที่ใช้อยู่ประจำแล้วรู้สึกว่าผิวตึง ความอ่อนละมุนที่รู้สึกได้ในตอนล้างออกนั้นจะทำให้คุณตกตะลึงอย่างแน่นอน
6. ใช้ทำความสะอาดใบหูและสะดือ
เราสามารถใช้สำลีก้านที่ชุบเบบี้ออยล์ทำความสะอาดใบหูและสะดือได้อย่างง่ายดาย ใบหูและสะดือเป็นบริเวณที่เป็นแผลได้ง่ายหากไม่ทำความสะอาดอย่างระมัดระวัง ซึ่งการใช้ก้านสำลีชุบเบบี้ออยล์ทำความสะอาดนั้นจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกอย่างอ่อนโยน
7. บำรุงส้นเท้า
หลังจากอาบน้ำ เราสามารถใช้เบบี้ออยล์ชโลมส้นเท้าที่แตกแห้ง หาอะไรมาพันรอบไว้แล้วสวมถุงเท้าก่อนเข้านอน วันรุ่งขึ้นจะสามารถรู้สึกถึงความชุ่มชื่นได้อย่างชัดเจน หากทำเป็นประจำจะช่วยให้ส้นเท้าอ่อนนุ่มน่าสัมผัส
8. ใส่ลงในอ่างอาบน้ำเพื่อใช้เป็น bath oil
หยดเบบี้ออยล์ลงในอ่างอาบน้ำจำนวนหนึ่ง จะทำให้เกิด oil film ช่วยป้องกันการระเหยของความชุ่มชื้นผิวหนัง หากใช้ควบคู่กับผงอาบน้ำที่ใช้ประจำก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
9. ถนอมผิวหน้าก่อนการโกน
หากทาเบบี้ออยล์ลงบนผิวบางๆก่อนโกนขนจะช่วยปกป้องผิวหนังเราได้ วิธีนี้จะเป็นการลดความกระทบกระเทือนที่อาจเกิดขึ้นบนผิวหนัง
10. ผสมกับเครื่องสำอางประเภทฝุ่นผงเพื่อทำให้เป็นแบบครีม
เราสามารถแปลงร่างเครื่องสำอางประเภทฝุ่นผงให้กลายเป็นเนื้อครีมเปล่งประกายชุ่มชื้นได้ด้วยการผสมกับเบบี้ออยล์ หรือจะใช้เบบี้ออยล์ทาแทนลิปครีมเบาๆก่อนลงสีปากก็จะทำให้ริมฝีปากดูชุ่มชื่น เป็นการเพิ่มสีสันให้กับเครื่องสำอางที่ใช้อยู่เป็นประจำ
11. ใช้เป็นผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม
เบบี้ออยล์สามารถใช้แทนแฮร์แว็กซ์สูตรเปียกได้ ลองใช้เบบี้ออยล์ในปริมาณที่มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ประจำสักหน่อย จะช่วยให้ผมดูเปล่งประกายชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ควรระวังอย่าใส่มากเกินไป แนะนำให้ใช้ตรงบริเวณที่ต้องการเช็ตผมหน้าหรือปลายผม

ยังมีวิธีประยุกต์ใช้อื่นๆอีกมากมาย ตามแต่ไอเดียของคุณ

โดยทั่วไปแล้วเบบี้ออยล์ขวดใหญ่จะขายกันในราคาไม่ถึง 1,000 เยน เรียกได้ว่าเป็นไอเทมสุดคุ้มค่า ยิ่งเป็นบ้านที่มีเด็กเล็กอยู่ด้วยก็ยิ่งแฮปปี้เพราะสามารถใช้ได้ทั้งครอบครัว ในกรณีที่ต้องการใช้ร่วมกับเด็กหรือคนที่มีผิวบอบบาง ขอแนะนำให้เลือกสูตรสำหรับผิวแพ้ง่าย เบบี้ออยล์มีหลากหลายสูตรไม่ว่าจะเป็นสูตรสดชื่น สูตรอ่อนโยน สูตรมีน้ำหอม สูตรไม่มีน้ำหอม สามารถเลือกได้ตามใจชอบ เบบี้ออยล์เป็นผลิตภัณฑ์ราคาเบาๆที่สามารถใช้ได้กับทั่วร่างกาย ดังนั้นขอแนะนำให้ลองสัมผัสด้วยตัวคุณเอง

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อใส่น้ำส้มสายชูลงไปเวลาซักผ้า

vinegar

พลังการซักล้างของน้ำส้มสายชู!

เคยรู้สึกซักผ้าแล้วไม่พอใจ หรือไม่ชอบกลิ่นหลังซักไหมคะ ขนาดใส่ผงซักฟอกลงไปพอสมควรแล้ว แต่ผ้าก็ยังไม่ขาว แถมบางทียังรู้สึกว่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์หลงเหลืออยู่อีก ต่อจากนี้หลังซักผ้าลองใส่น้ำส้มสายชูดู จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเลยล่ะค่ะ

ผลลัพธ์จากการใช้น้ำส้มสายชู

ป้องกันการตกค้างของคราบสบู่
– เสื้อผ้านุ่มขึ้น
– ป้องกันการเกิดคราบเหลือง
– ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
– ขจัดกลิ่นเหม็นคาว
–ป้องกันการตก
– อีกทั้งยังสามารถล้างอ่างซักผ้าได้อีกด้วย

เนื่องจากกรดซิตริกในน้ำส้มสายชูนั้นประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ซึ่งโดยทั่วไปกรดซิตริกสามารถพบได้ในเลมอน ผลไม้จำพวกส้ม และพลัม เป็นต้น เป็นส่วนประกอบที่มีรสเปรี้ยว กรดซิตริกที่พบในน้ำส้มสายชูนั้นมีฤทธิ์ในการลดสภาพความเป็นด่างได้ ซึ่งด่างที่ว่านี้ส่วนใหญ่จะพบในรูปของคราบตะกอน (น้ำประปาที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมที่จับตัวเป็นก้อน) หรือคราบสบู่ เมื่อเรานำน้ำส้มสายชูใส่ลงไปเวลาซักผ้า จึงทำให้การขจัดคราบด่างสกปรกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

วิธีการใช้น้ำส้มสายชูในการซักผ้า

น้ำส้มสายชูที่ใช้นั้นจะเป็นแบบ grain vinegar โดยทั่วไปแล้วจะใช้ปริมาณน้ำส้มสายชู 50 ซีซีต่อน้ำ 45 ลิตร ในกรณีที่ใช้เครื่องซักผ้า ให้นำน้ำส้มสายชูใส่ลงไปพร้อมกับน้ำยาปรับผ้านุ่มในช่องน้ำยาปรับผ้านุ่ม และซักผ้าตามปรกติ ส่วนในกรณีของเครื่องซักผ้าที่มีสองถัง หลังจากที่ซักผ้าเสร็จแล้วให้ใส่น้ำส้มสายชูลงไปแล้วซักอีกครั้งประมาณ 2 นาที หลังจากนั้นให้ปั่นแห้งตามปกติ และในกรณีของเครื่องซักผ้าฝาหน้าให้ใส่น้ำส้มสายชูลงไปในช่องน้ำยาปรับผ้านุ่ม แต่ปริมาณของน้ำส้มสายชูนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องซักผ้าที่แตกต่างกันออกไป โดยใช้น้ำส้มสายชูในสัดส่วนเพียงหนึ่งช้อนชา (ประมาณ 5 ซีซี) ต่อน้ำปริมาณ 45 ลิตร ก็สามารถทำให้เห็นผลได้

ไม่ว่าจะเครื่องซักผ้าประเภทไหนก็ตาม หลังจากใส่น้ำส้มสายชูลงไปแล้วก็สามารถซักผ้าได้ตามปรกติ ซึ่งเป็นทั้งเรื่องที่ง่ายและยังเห็นผลดีที่ชัดเจนได้อีกด้วย แต่การใช้น้ำส้มสายชูมีข้อควรพึงระวังคือ การใช้กับเนื้อผ้าประเภทผ้าไหมหรือผ้าเรยอน อาจทำความเสียหายต่อเนื้อผ้าได้

กลิ่นของน้ำส้มสายชู

หลังการซักผ้าจะไม่มีกลิ่นของน้ำส้มสายชูหลงเหลืออยู่ อาจมีบางกรณีที่ได้กลิ่นน้ำส้มสายชูติดมากับเสื้อผ้า แต่เมื่อนำเสื้อผ้าไปตากแดดกลิ่นนั้นก็จะหายไป ยกเว้นว่าหากต้องตากผ้าในที่ร่ม วิธีนี้จะไม่เป็นที่แนะนำเท่าไร โดยเฉพาะในวันที่ฝนตกหรือวันที่อากาศชื้น เพราะอาจเป็นไปได้ที่กลิ่นอาจจะหายไปไม่หมด ดังนั้นหากต้องการใช้น้ำส้มสายชูในการซักผ้า ควรเลือกซักในวันที่มีอากาศแจ่มใส มีแดดออก

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับการทำความสะอาดอ่างซักผ้าด้วยน้ำส้มสายชู

นอกจากการนำน้ำส้มสายชูมาใช้ในการซักผ้าแล้ว วิธีการนำน้ำส้มสายชูมาล้างอ่างซักผ้าก็เป็นสิ่งที่ควรรู้ไว้เช่นกัน โดยเติมน้ำในเครื่องซักผ้าให้เต็ม และใส่น้ำส้มสายชูลงไปในปริมาณ 1 ใน 10 ของปริมาณน้ำ และเลือกโหมดทำความสะอาดเครื่องซักผ้า ทิ้งไว้ 1 วัน ซักด้วยคอร์สปรกติจนน้ำระบายออกหมดเป็นอันเสร็จ ด้วยวิธีนี้จะสามารถขจัดกลิ่นของอ่างซักผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเรามาลองด้วยน้ำส้มสายชูกันเถอะ

ประสิทธิภาพของน้ำส้มสายชูในการซักผ้านั้นถือว่ามีประสิทธิภาพมาก หรือหากใครไม่ชอบกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็สามารถทำให้เสื้อผ้านุ่มขึ้นได้ด้วยการใช้น้ำส้มสายชูแทนได้เช่นกัน การใช้น้ำส้มสายชูหรือเบกกิ๊งโซดาในการทำความสะอาดนั้นถือว่าเป็น Natural Cleaning เพราะมีส่วนประกอบที่ปลอดภัย สามารถนำเข้าปากได้ จึงเป็นที่แนะนำสำหรับครอบครัวที่มีลูกอ่อนอีกด้วย นอกจากนี้น้ำส้มสายชูยังมีข้อดีคือราคาที่ถูกอีกด้วย

แก้ไขอาการตาพร่า วิธีรับมือกับความเมื่อยล้าของดวงตาอย่างง่าย!

eye

“ความเมื่อยล้าของดวงตา” เป็น 1 ในโรคแห่งยุคปัจจุบัน

การใช้งานสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้ทำให้ดวงตาทำงานหนัก จนเกิดอาการสายตาพร่ามัว ไม่สามารถรวบรวมสมาธิอยู่กับงานได้ อย่างไรก็ตาม หากรู้สาเหตุสักนิดเราก็จะสามารถรับมือกับอาการเหล่านี้ได้ไม่ยาก

สาเหตุของอาการตาพร่า

สาเหตุของอาการตาพร่านั้นสามารถแบ่งออกได้ 4 ประการหลักๆดังนี้

1. การจ้องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนในระยะห่างเท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน

หากเรามองหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนจากระยะหนึ่งอย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อยึดเลนส์จะเกิดอาการเกร็ง กล้ามเนื้อยึดเลนส์นี้เป็นส่วนที่เกาะยึดรอบเลนส์ตาทำหน้าที่บังคับเลนส์ตาให้มีความยาวโฟกัสมากหรือน้อยได้เพื่อให้มองเห็นภาพชัด เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้เกร็งจะทำให้เลนส์ตาไม่สามารถจับโฟกัสได้ เป็นเหตุให้เกิดอาการตาพร่านั่นเอง

2. การใส่คอนแทคเลนส์

การใช้งานคอนแทคเลนส์ที่เกินพอดีจะทำให้ตาเมื่อยล้าและเกิดอาการพร่า และยังเป็นสาเหตุของอาการตาแห้งอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีพอ ความสกปรกบนผิวคอนแทคเลนส์อาจทำให้เกิดแผลบนดวงตาซึ่งเป็นสาเหตุของอาการตาพร่าได้

3. ความทรุดโทรมของร่างกายจากอายุที่มากขึ้น

เมื่อมีอายุมากขึ้น เลนส์ตาก็จะแข็งตึงขึ้นตามไปด้วย และกล้ามเนื้อยึดเลนส์เองก็ทรุดโทรมลงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้แม้จะสามารถโฟกัสไปยังทิวทัศน์ที่อยู่ห่างออกไปได้ แต่กับวัตถุที่อยู่ใกล้แล้วจะมองเห็นได้ยากกว่าเมื่อก่อน โดยทั่วไปจะเรียกอาการนี้ว่า “สายตายาว” ซึ่งมักจะเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป

4. โรคเกี่ยวกับดวงตา

โรคบางโรคทำให้เกิดอาการตาพร่า ยกตัวอย่างเช่น “โรคตาแห้ง โรคต้อกระจก โรคต้อหิน” โรคทางดวงตาเหล่านี้ยังอาจแสดงอาการอื่นๆนอกจากอาการตาพร่า และอาจทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงอีกด้วย หากปล่อยไว้จะทำให้สายตาแย่ลง ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้นมีโอกาสที่จะถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น หากรู้สึกได้ถึงอาการผิดปกติที่ดวงตานั่นหมายความว่าโรคได้มาถึงจุดที่เริ่มแสดงอาการอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นจึงควรหมั่นตรวจสุขภาพตาเป็นประจำก่อนที่ตาจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติ หากยิ่งตรวจพบเร็วและรักษาเร็วก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆได้มากขึ้น

ละสายตาจากจอแอลซีดี และปรับการตั้งค่าของหน้าจอ

หากเป็นไปได้ให้ลองมองจอแอลซีดีของคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนจากระยะห่างที่มากกว่าเดิม และควรปรับความสว่างและความสดของจอภาพให้ลดลง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถลดสิ่งกระตุ้นที่จะเข้าสู่สายตาได้

นอกจากนี้ ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 ชั่วโมงควรพักสายตาประมาณ 10 นาที หรือหากอยู่ในที่ทำงานซึ่งอาจไม่สะดวกที่จะพักสายตาเท่าใดนัก ก็อาจจะปรับเปลี่ยนวิธีโดยการใช้เวลาพักนานขึ้น เช่น เป็นการพักสายตาประมาณ 15 นาทีในทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นต้น

ในกรณีของสมาร์ทโฟนนั้นควรพักสายตาประมาณ 5 นาทีทุกๆการใช้งาน 30 นาที เนื่องจากหน้าจอของสมาร์ทโฟนเล็กกว่าจอคอมพิวเตอร์ เราจึงมักจะมองจอในระยะที่ใกล้กว่าปกติ และด้วยความที่เราสามารถใช้สมาร์ทโฟนที่ไหนก็ได้ ทำให้บางครั้งเราก็เล่นสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน หรือเล่นในห้องมืดตอนก่อนนอน เป็นเหตุให้สายตาทำงานหนักมากขึ้นไปอีก ทางที่ดีควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้งานเป็นระยะเวลานาน การจ้องมองหน้าจอในระยะที่ใกล้เกินไป และควรเล่นโทรศัพท์ในที่สว่าง

กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตด้วยผ้าขนหนูอุ่นๆ

หากตามีความเหนื่อยล้าสะสมจะทำให้การไหลเวียนของโลหิตบริเวณรอบดวงตาแย่ลง และยังทำให้เลนส์ตากับกล้ามเนื้อยึดเลนส์มีอาการเกร็ง เราสามารถใช้ผ้าขนหนูอุ่นช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาได้ วิธีนี้ได้ผลเป็นอย่างดีแม้จะทำเพียงเวลาสั้นๆ

การบริหารดวงตา

ขอแนะนำการบริหารดวงตาในระหว่างช่วงพักจากการทำงาน
อันดับแรกให้บริหารโดยการมองไประยะใกล้และไกลสลับไปมา 10 ครั้ง โดยอาจมองไปยังวิวที่อยู่ไกลออกไปนอกหน้าต่างสัก 2 นาทีและสลับมามองใกล้ๆอย่างฝ่ามือตัวเองสัก 2 นาที จากนั้นก็ลองกลอกตาสลับซ้ายขวาสักข้างละ 3 รอบ การขยับลูกตามากๆจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและลดอาการเหนื่อยล้าได้

ใช้ยาหยอดตาที่ช่วยเกี่ยวกับอาการตาพร่า

สารที่ช่วยฟื้นฟูดวงตามีดังนี้

กลุ่มวิตามินบี

กลุ่มวิตามินบีเป็นสารที่มีผลช่วยในเรื่องของความเมื่อยล้าของดวงตาและอาการตาพร่า โดยเฉพาะวิตามินบี6 ที่มีหน้าที่ช่วยบำรุงประสาทตา ดังนั้นในเวลาที่รู้สึกล้าตาให้ลองใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของวิตามินบี6 นอกจากนี้ วิตามินบี12ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ที่สำคัญต่อจุดโฟกัสสายตาอีกด้วย

วิตามินเอ

วิตามินเอเป็นสารที่ช่วยบำรุงรักษาผิวกระจกตา หากร่างกายขาดวิตามินเอจะทำให้เกิดอาการบวมจนกระจกตาขุ่นมัวลง

Neostigmine Methylsulfate

สารชนิดนี้ช่วยในเรื่องของจุดโฟกัสสายตาเช่นเดียวกับวิตามินเอ หากหยอดยาที่มีส่วนผสมของ Neostigmine Methylsulfate จะช่วยให้รู้สึกสบายตาขึ้นในเวลาที่ต้องจ้องกับวัตถุที่อยู่ใกล้สายตา เช่น คอมพิวเตอร์

ในการเลือกใช้ยาหยอดตาเพื่อรับมือกับอาการตาพร่านั้น ควรระวังว่ายามีส่วนผสมของ “สารหดหลอดเลือด (Vasoconstrictor)” อยู่หรือไม่ สิ่งที่มีส่วนผสมของสารหดหลอดเลือดนั้นจะส่งผลเสียต่อการไหลเวียนของโลหิตและออกซิเจน และอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิมได้ นอกจากนี้หากเป็นไปได้ควรเลือกยาหยอดตาชนิดที่ไม่มีวัตถุกันเสียผสมอยู่ด้วย

หากยังคงมีอาการตาพร่าอยู่

สิ่งที่ดีต่อดวงตาที่สุดคือการใช้ชีวิตโดยพยายามไม่สร้างภาระให้กับดวงตาเท่าที่จะเป็นไปได้ ท่านที่กำลังประสบปัญหาตาพร่าหรือล้าตาควรรีบหาทางจัดการกับปัญหาโดยเร็ว หากปฏิบัติตามวิธีที่ได้แนะนำไปข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น นั่นหมายความว่าคุณอาจเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคต้อกระจกที่ก่อให้เกิดอาการ มองเห็นภาพซ้อนกัน 2 ชั้น หรือมีการมองเห็นพร่ามัว โรคต้อหินที่อาจทำให้สายตาแย่ลงหรือการมองเห็นแคบลง หรืออาจเป็นอาการเลือดออกในด้านในของลูกตาซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ในกรณีเหล่านี้ควรไปพบจักษุแพทย์โดยเร็ว ดวงตาของคุณเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลาโดยไม่หยุดพักยกเว้นตอนนอน ดังนั้นจึงควรให้ตาได้พักผ่อนในระดับที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดอาการตาพร่า

ย่างเข้าอายุ 20 หนังศีรษะของเราก็เริ่มแก่แล้วนะ! รีบดูแลหนังศีรษะก่อนที่จะสายกันเถอะ

หนังหัว

รู้หรือไม่ว่าหนังศีรษะของเราก็แก่ได้เหมือนกันนะคะ หลายๆคนคงไม่ได้สังเกตกันใช่ไหม พอย่างเข้าอายุ 20 หนังศีรษะก็เริ่มแก่ลงแล้ว เป็นสาเหตุให้ผมหงอก ผมขาดความเงางาม และอีกหลายอย่างเลยล่ะค่ะ

สิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อหนังศีรษะแก่ !

1. ผมแห้งเสีย ขาดความเงางาม
2. ผมหงอก
3. ผมเส้นเล็กลง ขาดความยืดหยุ่น
4. ผมขาดหลุดร่วงง่าย
5. หนังศีรษะแห้ง เกิดรังแคได้ง่าย
6. และเนื่องจากหนังศีรษะแห้ง จึงเกิดอาการคันได้ง่าย

แล้วสาเหตุล่ะ?

1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น
2. การใช้แชมพูหรือทรีทเมนท์แบบผิดๆ
3. ความเครียด
4. รูขุมขนบนหนังศีรษะอุดตัน น้ำมันที่ออกมา
5. การนอนไม่พอ กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ
6. ดัดผม ย้อมผมก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุเหมือนกันนะ

สาเหตุเหล่านี้นั่นเองที่เป็นตัวร้ายทำให้หนังศีรษะของเรา แก่! ถึงสาเหตุหลักนั้นจะมาจากการที่อายุเรามากขึ้นก็เถอะ แต่ปัจจัยอื่นๆที่กล่าวมา ก็มีส่วนเร่งให้หนังศีรษะเราแก่ขึ้นเร็วนั่นเองค่า
งั้นมาดูวิธีบำรุงรักษาหนังศีรษะกัน

ก่อนอื่นเปลี่ยนวิธีใช้แชมพูและทรีทเมนต์ให้ถูกต้อง ล้างสิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขนออกให้หมด!

หวีผมก่อนสระผม! เพื่อไม่ให้ผมพันกันยุ่งเหยิง แล้วเราจะได้ล้างสิ่งสกปรกในรูขุมขนบนหนังศีรษะออกอย่างหมดจดค่ะ
ล้างผมด้วยน้ำอุ่น ทั้งตอนก่อนใช้แชมพูและตอนล้างแชมพู
บีบแชมพูกะปริมาณให้พอดี ชโลมให้ทั่วหนังศีรษะและนวดเบาๆ
อย่าใช้เล็บในการนวดหนังศีรษะ ให้ใช้นิ้วนวดจนเกิดฟอง และล้างออก
หลังจากล้างผมแล้ว เช็ดผมให้หมาดๆ แล้วลงครีมนวดตาม นวดที่หนังศีรษะแล้วก็อย่าลืมนวดที่ผมด้วย หลังจากนั้นล้างครีมนวดออกให้สะอาด

อาหารที่ควรทานเพื่อป้องกันหนังศีรษะแก่

ก็คือวิตามินนั่นเอง โดยเฉพาะวิตามิน B6 ซึ่งมีมากในปลา ตับ เนื้อไก่ แฮม อโวคาโด นอกจากนั้นในงาและเต้าหู้ยังมีสารช่วยการดูดซึมวิตามิน B6 ซึ่งทำให้ร่างกายรับวิตามินได้มากขึ้นอีกด้วย